วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิชา พุทธศาสนสุภาษิต


๑. อัตตวรรค คือหมวดตน

๑. อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ (ขุ.ธ.๒๕/๒๖)
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ก็บุคคลมีตนฝึกดีแล้ว
ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก. (พุทฺธ) ขุ.ธ.๒๕/๒๖
๒. นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ
นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา
สิ่งที่รัก (อื่น) เสมอด้วยตนไม่มี, ทรัพย์ (อื่น) เสมอด้วยข้าวเปลือก ไม่มี,
แสงสว่าง (อื่น) เสมอด้วยปัญญา ไม่มี, ฝนแล เป็นสระอย่างยิ่ง. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๙

๓. ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ มาลุวา สาลมิโวตฺถตํ
กโรติ โส ตถตฺตานํ ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส
ผู้ใดมีความไร้ศีลธรรมครอบคลุม เหมือนย่านทรายคลุมไม้สาละ
ผู้นั้นชื่อว่าทำตนเหมือนถูกผู้ร้ายคุมตัว (พุทฺธ) ขุ.ธ.๒๕/๓๗

๒. อัปปมาทวรรค คือ หมวดไม่ประมาท

๔. อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว
สุสมาหิตสงฺกปฺปา สจิตฺตมนุรกฺขถ
ภิกฺษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลดีงาม ตั้งความดำริไว้ให้ดี
คอยรักษาจิตใจของตน. (พุทฺธ) ที.มหา. ๑๐/๑๔๒

๕. อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร
ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม
เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้น ฉะนั้น. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๕๘

๖. อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสฺสิ วา
สญฺโญชนํ อณุํ ถูลํ ฑหํ อคฺคีว คจฺฉติ
ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท หรือเป็นภัยในความไม่ประมาท ย่อมเผาสังโยชน์น้อยใหญ่ไป
เหมือนไฟไหม้เชื้อน้อยใหญ่ไป ฉะนั้น. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๑๙
๗. อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน สญฺญเมน ทเมน จ
ทีปํ กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกีรติ
คนมีปัญญา พึงสร้างเกาะ ที่น้ำหลากมาท่วมไม่ได้ ด้วยความหมั่น
ความไม่ประมาท ความสำรวม และความข่มใจ. (พุทฺธ) ขุ.ธ. มหา. ๒๕/๑๘

๓. กัมมวรรค คือหมวดกรรม

๑๐ อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ
สุสํวิหิตกมฺมนฺโต ส ราชวสตี วเส
ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงานเรียบร้อย,
จึงควรอยู่ในราชการ. (พุทฺธ) ขุ.ชา มหา. ๒๘/๓๓๙

๑๑. ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ
น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจจโย
ถ้าคนพึงทำบาป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อยๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น
เพราะการสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๓๐

๑๒. โยปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ
ปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ
ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง(บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง
จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้. (โพธิสตฺต) ขุ.ชา. เอก. ๒๗/๒๙

๑๓. สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย
สัตว์ทั้งปวง หวาดต่ออาญา ล้วนกลัวต่อความตาย ควรทำตนให้เป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง
ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่า (ผู้อื่น) (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๓๒

๔. กิเลสวรรค คือหมวดกิเลส

๑๔. อนิจฺจา อทฺธุวา กามา พหุทุกฺขา มหาวิสา
อโยคุโฬว สนฺตตฺโต อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา
กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก ดังก้อนเหล็กที่ร้อนจัด เป็นต้นเค้าแห่งความคับแค้น มีทุกข์เป็นผล. (สุเมธาเถรี) ขู.เถรี. ๒๖/๕๐๓

๑๕. อวิชฺชาย นิวุโต โลโก เววิจฺฉา (ปมาทา) นปฺปกาสติ
ชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมิ ทุกฺขมสฺส มหพฺพยํ
โลกถูกอวิชชาปิดบังแล้ว ไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ (และความประมาท) เรากล่าวความอยากว่า เป็นเครื่องฉาบทาโลก ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น. (พุทฺธ) ขุ,สุ. ๒๕/๕๓๐

๑๖. อิจฺฉาย พชฺฌตี โลโก อิจฺฉาวินยาย มุจฺจติ
อิจฺฉาย วิปฺปหาเนน สพฺพํ ฉินฺทติ พนฺธนํ
โลกถูกความอยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้เพราะกำจัดความอยาก,
เพราะละความอยากได้เสีย จึงชื่อว่าตัดเครื่องผูกทั้งปวงได้. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๕๖

๑๗. อิจฺฉา นรํ ปริถสฺสติ อิจฺฉา โลกสมิ ทุชฺชหา
อิจฺฉา พทฺธา ปุถู สตฺตา ปาเสน สกุณึ ยถา
ความอยากย่อมชักลากนรชนไป ความอยากละได้ยากในโลก, สัตว์เป็นอันมาก ถูกความอยาก
ผูกมัดไว้ ดุจนางนกถูกบ่วงรัดไว้ฉะนั้น. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๖๑

๑๘. อุเปกฺขโก สทา สโต น โลเก มญฺญตี สมํ
น วิสเสสี น นีเจยฺโย ตสฺส โน สนฺติ อุสฺสทา
ผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญตนว่าเสมอเขา ว่าดีกว่าเขา ว่าต่ำกว่าเขาในโลก,
ผู้นั้นชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น. (พุทฺธ) ขุ. มหา. ๒๙/๒๘๙

๑๙. อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส สนฺตจิตสฺส ภิกฺขุโน
วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปนพฺภโว
ภิกษุผู้ถอนภวตัณหาได้แล้ว มีจิตสงบแล้ว สิ้นความเวียนเกิดแล้ว
ย่อมไม่มีภพอีก. (พุทฺธ) ขุ.อุ. ๒๕/๑๔๓

๒๐. กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา
วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ
อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
กามทั้งหลาย ตระการหวานชื่นใจ ย่อย่ำยีจิตโดยรูปร่างต่างๆ กัน บุคคลพึงเห็นโทษในกามคุณแล้ว เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด. (พุทฺธ) ขุ.สุ. ๒๕/๓๓๔

๒๑. โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตํ นามรูปสฺมิมสชฺชมานํ
อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ สงฺคา
บุคคลพึงละความโกรธ พึงเลิกถือตัว พึงก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง (เพราะ) เครื่องข้องทั้งหลาย
ย่อมไม่ติดตามผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกังวลนั้น. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๓๕๐

๒๒. โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ
อกิญฺจนํ นานูปตนฺติ ทุกฺขา
บุคคลพึงละความโกรธ พึงเลิกถือตัว พึงก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง (เพราะ) ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่
ติดตามผู้ไม่ข้องอยู่ในนามรูป ไม่มีกังวลนั้น. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๔๔

๒๓. ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ จิตฺตมสฺส วิธาวติ
สตฺโต สํสารมาปาทิ ทุกฺขา น ปริมุจฺจติ
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์ยังท่องเที่ยวไป
จึงไม่พ้นจากทุกข์. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๕๑

๒๔. ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ จิตฺตมสฺส วิธาวติ
สตฺโต สํสารมาปาทิ ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์ยังท่องเที่ยวไปจึงมีทุกข์เป็นภัยใหญ่.
(พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๕๑

๒๕. ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ จิตฺตมสฺส วิธาวติ
สตฺโต สํสารมาปาทิ กมฺมํ ตสฺส ปรายนํ
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์ยังท่องเที่ยวไปจึงยังมีกรรมนำหน้า.
(พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๕๑

๒๖. นิราสตฺตี อนาคเต อตีตํ นานุโสจติ
วิเวกทสฺสี ผสฺเสสุ ทุฏฺฐีสุ จ น นิยฺยติ
ผู้ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ผู้เห็นความสงัดในผัสสะทั้งหลาย ย่อมไม่ถูกชักนำไปในทิฏฐิทั้งหลาย. (พุทธ) ขุ.สุ. ๒๕/๕๐๐,
ขุ.มหา. ๒๙/๒๖๔,๒๖๗

๒๗. ปุราณํ นาภินนฺเทยฺย นเว ขนฺติมกุพฺพเย
หิยฺยมาเน น โสเจยฺย อากาสํ น สีโต สิยา
ไม่พึงเพลิดเพลินของเก่า ไม่พึงทำความพอใจในของใหม่ เมื่อสิ่งนั้นเสื่อมไป
ก็ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงอาศัยตัณหา. (พุทธ) ขุ.สุ. ๒๕/๕๑๘

๒๘. มจฺจุนาพฺภาหโต โลโก ชราย ปริวาริโต
ตณฺหาสลฺเลน โอติณฺโณ อิจฺฉาธุปายิโต สทา
สัตว์โลกถูกมฤตยูขจัดแล้ว ถูกชราล้อมไว้ ถูกลูกศร คือตัณหาเสียบแล้ว
ถูกอิจฺฉาคุกรุ่นแล้วทุกเมื่อ. (พุทธ) สํ.ส. ๑๕/๕๕

๒๙. มุฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ มูฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ
ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงครอบงำคนใดเมื่อใด
ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น. (พุทฺธ) ขุ.อิติ. ๒๕/๒๙๖

๓๐. ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โลโภ สหเต นรํ
ผู้โลภ ย่อมไม่รู้อรรถ ผู้โลภ ย่อมไม่เห็นธรรม, ความโลภเข้าครอบงำคนใด เมื่อใด ความมืดมิดย่อมมี เมื่อนั้น. (พุทฺโธ) ขุ.อิติ. ๒๕/๒๙๕, ขุ.มหา. ๒๙/๑๗

๓๑. วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ วนโต ชายตี ภยํ
เฉตฺวา วนญฺจ วนถญฺจ นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว
ท่านทั้งงหลายจงตัดป่า (กิเลส) อย่าตัดต้นไม้, ภัยย่อมเกิดจากป่า ภิกษุทั้งหลาย
พวกท่านจงตัดป่า และสิ่งที่ตั้งอยู่ในป่าแล้ว เป็นผู้ไม่มีป่าเถิด. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๕๒

๕. ขันติวรรค คือหมวดอดทน

๓๒. ขนฺติ ธีรสฺส ลงฺกาโร ขนฺติ ตโป ตปสฺสิโน
ขนฺติ พลํ ว ยตีนํ ขนฺติ หิตสุขาวหา
ขันติ เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ขันติเป็นตบะของผู้พากเพียร ขันติเป็นกำลังของนักพรต
ขันตินำประโยชน์สุขมาให้. ส.ม.๒๒

๓๓. น สุทฺธิ เสจเนน อตฺถิ นปิ เกวลี พฺราหฺมโณ
น เจว ขนฺติ โสรจฺจ นปิ โส ปรินิพฺพุโต
ความบริสุทธิ์ก็ดี ผู้ที่จะประเสริฐล้วนก็ดี ขันติและโสรัจจะก็ดี จะเป็นผู้เย็นสนิทก็ดี
ย่อมไม่มี เพราะการชำระล้าง (ด้วยน้ำ) (โพธิสตฺต) ขุ.ชา. ปกิณฺณก. ๒๗/๓๗๖

๓๔. นเหตมตฺถํ มหตีปิ เสนา
สราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถ
ยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถ
ขนฺติ ผลสฺสูปสมนฺติ เวรา
เสนาแม้หมู่ใหญ่ พร้อมด้วยพระราชา รบอยู่ ไม่พึงได้ประโยชน์ ที่สัตบุรุษผู้มีขันติพึงได้(เพราะว่า) เวรทั้งหลายของผู้มีขันติเป็นกำลังย่อมสงบระงับ (โพธิสตฺต) ขุ.ชา. จตฺตาฬีส. ๒๗/๕๓๘

๖. จิตตวรรค คือหมวดจิต

๓๕. อนวสฺสุตจิตฺตสฺส อนนฺวาหตเจตโส
ปุญฺญปาปปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ
ผู้มีจิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะ มีใจอันโทสะไม่กระทบแล้ว มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ตื่นอยู่ ย่อมไม่
มีภัย. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๒๐

๓๖. กุมฺภูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา
นครูปมํ จิตฺตมิทํ ถเกตฺวา
โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน
ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยา
บุคคลรู้กายนี้ที่เปรียบด้วยหม้อ กั้นจิตที่เปรียบด้วยเมืองนี้แล้ว พึงรบมารด้วยอาวุธ
คือปัญญา และพึงรักษาแนวที่ชนะไว้ ไม่พึงยับยั้งอยู่. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๒๐

๓๗. จิตฺเตน นียติ โลโก จิตฺเตน ปริกสฺสติ
จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวคู
โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตชักไป, สัตว์ทั้งปวงไปสู่อำนาจแห่งจิตอย่างเดียว. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๕๔

๓๘. ตณฺหาธิปนฺนา วตฺตสีลพทฺธา
ลูข ตป วสฺสสตํ จรนฺตา
จิตฺตญฺจ เนสํ น สมฺมา วิมุตฺตํ
หีนตฺตรูปา น ปารงฺคมา เต
ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ถูกศีลพรตผูกมัด ประพฤติตบะอันเศร้าหมองตั้งร้อยปี,จิตของเขาก็หลุดพ้น
ด้วยดีไม่ได้ เขามีตนเลวจะถึงฝั่งไม่ได้. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๔๐

๓๙. ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ
การฝึกจิตที่ข่มยาก ที่เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ เป็นความดี (เพราะว่า) จิตทีฝึกแล้วนำ
สุขมาให้. (พุทธ) ขุ.ธ. ๒๕/๑๙

๔๐. ปทุฏฺฐจิตฺตสฺส น ผาติ โหติ
น จาปิ นํ เทวตา ปูชยนฺติ
โย ภาตรํ เปตฺติกํ สาปเตยฺยํ
อวญฺจยี ทุกฺกฏกมฺมการี
ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติพี่น้องพ่อแม่ ผู้นั้น มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ
แม้เทวดาก็ไม่บูชาเขา. (นทีเทวดา) ขุ.ธ. ๒๗/๑๒๐

๔๑. โย อลีเนน จิตฺเตน อลีนมนโส นโร
ภาเวติ กุสลํ ธมฺมํ โยคคฺเขมสฺส ปตฺติยา
ปาปุเณ อนุปุพฺเพน สพฺพสํโยชนกฺขยํ
คนใดมีจิตไม่ท้อถอย มีใจไม่หดหู่ บำเพ็ญกุศลธรรม เพื่อบรรลุธรรมที่เกษมจากโยคะ
พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงได้. (พุทฺธ) ขุ.ชา.เอก ๒๗/๑๘
๔๒. สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺกามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ
ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ (เพราะว่า) จิต
ที่คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๑๙

๗. ทานวรรค คือหมวดทาน

๔๓. อนฺนโท พลโท โหติ วตฺถโท โหติ วณฺณโท
ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จกฺขุโท
ผู้ให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีป
โคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๔๔

๔๔. มนาปทายี ลภเต มนาเป
อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
วรสฺส ทาตา วรลาภี จ โหติ
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปโต ฐานํ
ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ ผู้ให้ของเลิศ ย่อมได้ของเลิศ ผู้ให้ของดี ย่อมได้ของดี ผู้ให้
ของประเสริฐ ย่อมถึงฐานะอันปะเสริฐ. (พุทฺธ) องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๕๖

๘. ธัมมวรรค คือหมวดธรรม

๔๕. อาทานตณฺหํ วินเยถ สพฺพํ
อุทฺธํ อโธ ติริยํ วาปิ มชฺเฌ
ยํ ยํ หิ โลกสฺมึ อุปาทิยนฺติ
เตเนว มาโร อนฺเวติ ชนฺตุ
พึงขจัดตัณหาที่เป็นเหตุถือมั่นทั้งปวง ทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ำ เบื้องขวาง ท่ามกลาง
เพราะเขาถือมั่นสิ่งใดๆในโลกไว้ มารย่อมติดตามเขาไป
เพราะสิ่งนั้นๆ. (พุทฺธ) ขุ.สุ. ๒๕/๕๔๖, ขุ.จู. ๓๐/๒๐๒

๔๖. โอวเทยฺยานุสาเสยฺย อสพฺภา จ นิวารเย
สตํ หิ โส ปิโย โหติ อสตํ โหติ อปฺปิโย
บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน และป้องกันจากคนไม่ดี เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี
แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี. (พุทธ) ขุ.ธ. ๒๕/๒๕

๔๗. จเช ธนํ องฺควรสฺส เหตุ
องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน
องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ
จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต
พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ, เมื่อรักษาชีวิตพึงสละอวัยวะ, เมื่อคำนึงถึงธรรม พึงสละอวัยวะ
ทรัพย์ และแม้ชีวิต ทุกอย่าง. (โพธิสตฺต) ขุ.ชา.อสีติ. ๒๘/๑๔๗

๔๘. ฉนฺทชาโต อนกฺขาเต มนสา จ ผุโฐ สิยา
กาเม จ อปฏิพทฺธจิตฺโต อุทฺธํโสโตติ วุจฺจติ
พึงเป็นผู้พอใจ และประทับใจในพระนิพพานที่บอกไม่ได้ ผู้มีจิตไม่ติดกาม ท่านเรียกว่า ผู้มี
กระแสอยู่เบื้องบน. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๔๔

๔๙. ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
เอตํ ฆตฺวา ยถาภูตํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ
ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง รู้ข้อนั้นตามเป็นจริงแล้ว ดับเสียได้
เป็นสุขอย่างยิ่ง. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๔๒

๕๐. ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา
อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ
สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ
สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ
ราชรถอันงาม ย่อมคร่ำคร่า แม้ร่างกายก็เข้าถึงชรา ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงชรา
สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้น ย่อมรู้กันได้. (พุทธ) สํ.ส. ๑๕/๑๐๒

๕๑. ทุกฺขเมว หิ สมมฺโภติ ทุกฺขํ ติฏฺฐติ เวติ จ
นาญฺญตฺร ทุกฺขา สมฺโภติ นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์ย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ. (วชิราภิกขุนี) สํ.ส. ๑๕/๑๙๙, ขุ.มหา. ๒๙/๕๓๖

๕๒. นนฺทิสญฺโญชโน โลโก วิตกฺกสฺส วิจารณา
ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ
สัตว์โลกมีความเพลินเปแนเครื่องผูกพัน มีวิตกเป็นเครื่องเที่ยวไป ท่านเรียกว่านิพพาน เพราะละตัณหาได้. (พุทธ) ขุ.ส. ๒๕/๕๔๗

๕๓. ปตฺตา เต นิพฺพานํ เย ยุตฺตา ทสพลสฺส ปาวจเน
อปฺโปสฺสุกฺกา ฆเฏนฺติ ชาติมรณปิปหานาย
ผู้ใดประกอบในธรรมวินัยของพระทศพล มีความขวนขวายน้อย พากเพียร ละความเกิดความ
ตาย ผู้นั้นย่อมบรรลุพระนิพพาน. (สุเมธาเถร) ขุ.เถรี ๒๖/๕๐๒

๕๔. มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ทิปาทานญฺจ จกฺขุมา
บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์๘ ประเสริฐ บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ๔ ประเสริฐสุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรมประเสริฐสุด และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ประเสริฐสุด.
(พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๕๑

๕๕. เย สนฺตจิตฺตา นิปกา สติมนฺโต จ ฌายิโน
สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสนฺติ กาเมสุ อนเปกฺขิโน
ผู้มีจิตสงบ มีปัญญารักษาตัว มีสติ เป็นผู้เพ่งพินิจ ไม่เยื่อใยในกาม ย่อมเห็นธรรมโดยชอบ.
(พุทฺธ) ขุ.อิติ.๒๕/๒๖๐

๕๖. หีนํ ธมฺมํ น เสเวยฺย ปมาเทน น สํวเส
มิจฺฉาทิฏฺฐิ น เสเวยฺย น สิยา โลกวพฺฒโน
ไม่ควรเสพธรรมที่เลว ไม่ควรอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่ควรเสพมิจฉาทิฏฐิ ไม่ควรเป็นคนรกโลก.
(พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๓๗

๕๗. อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต
เวํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ
บุคคลไม่เพลิดเพลินเวทนา ทั้งภายในทั้งภายนอก มีสติดำเนินอยู่อย่างนี้ วิญญาณย่อมดับ.
(พุทฺธ) ขุ.สุ. ๒๕/๕๔๗

๕๘. อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ
เย กาเม ปกิเสวนฺติ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร
กามทั้งหลาย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ทุกข์อันยิ่งกว่ากามไม่มี ผู้ใดซ่องเสพกาม ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก. (โพธิสัตว์) ขุ.ชา.เอกาทสก. ๒๗/๓๑๕

๕๙. อพฺยาปชฺโฌ สิยา เอวํ สจฺวาที จ มาณโว
อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ เอวํ เปจฺจ น โสจติ
พึงเป็นคนไม่เบียดเบียน (ผู้อื่น) และกล่าวคำสัตย์อย่างนี้ ละไปจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่นแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก. (พุทฺธ) ขุ.ชา. มหา. ๒๘/๓๓๒

๖๐. อลโส คิหี กามโภคี น สาธุ
อสญฺญโต ปพฺพชิโต น สาธุ
ราชา น สาธุ อนิสมฺมการี
โย ปณฺฑิโต โกธโน ตํ น สาธุ
คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเป็นผู้เกียจคร้าน ไม่ดี, บรรพชิตไม่สำรวม ก็ไม่ดี, พระราชาไม่ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วทำ ไม่ดี, บัณฑิตมักโกรธ ก็ไม่ดี. (โพธิสตฺต) ขุ.ชา.วีส. ๒๗/๔๔๖

๖๑. อตีตํ นานุโสจนฺติ นปฺปชปฺปนฺติ นาคตํ
ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนิติ เตน วณฺโณ ปสีทติ
บุคคลไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ใฝ่หาถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้นผิวพรรณย่อมผ่องใส. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๗

๖๒. อิตฺถีธตฺโต สุราธุตฺโต อกฺขธุตฺโต จ โย นโร
ลทฺธํ ลทฺธํ วินาเสติ ตํ ปราภวโต มุขํ
คนใดเป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา และนักเลงการพนัน ย่อมล้างผลาญทรัพย์ที่ตนได้แล้วๆ ข้อนั้นเห็นเหตุแห่งความฉิบหาย. (พุทฺธ) ขุ.สุ. ๒๕/๓๔๗

๖๓. ทาเนน สมจริยาย สํยเมน ทเมน จ
ยํ กตฺวา สุขิโต โหติ น จ ปจฺฉานุตปฺปติ
คนทำกรรมใดด้วยทาน ด้วยความประพฤติสม่ำเสมอ ด้วยความสำรวม และด้วยการฝึกตน ย่อมมีความสุข เพราะกรรมนั้น ย่อมไม่ตามเผาผลาญในภายหลัง. (โพธิสตฺต) ขุ.ชา.ปกิณฺณก. ๒๗/๓๙๘

๖๔. นิทฺทาสีลี สภาสีลี อนุฏฺฐาตา จ โย นโร
อลโส โกธปญฺญาโณ ตํ ปราภวโต มุขํ
คนใดมักหลับ มักคุย และไม่ขยัน เกียจคร้าน มีความมุทะลุ ข้อนั้นเป็นเหตุแห่งผู้ฉิบหาย.
(พุทฺธ) ขุ.ส.๒๕/๓๔๖

๖๕. นตฺถิ โลเก รโห นาม ปาปกมฺมํ ปกุพฺพโต
ปสฺสนฺติ วนภูตานิ ตํ พาโล มญฺญเต รโห
ชื่อว่าที่ลับของผู้ทำชั่วไม่มีอยู่ในโลก คนทั้งหลายเห็นเป็นป่า แต่คนเขลาสำคัญที่นั่นว่าเป็นที่ลับ.
(โพธิสตฺต) ขุ.ชา. จตุกฺก. ๒๗/๑๓๑

๖๖. โย เว ตํ สหตี ชมฺมี ตณฺห โลเก ทุรจฺจยํ
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ อุทพินฺทุว โปกขรา
ผู้ใดครอบงำตัณหาลามกอันล่วงได้ยากในโลก ความโศกทั้งหลาย ย่อมตกไปจากผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัว ฉะนั้น. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๖๐

๖๗. สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ
การไม่ทำบาปทั้งปวง การยังกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว, ๓ ข้อนี้เป็นคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๓๙

๙. ปัญญาวรรค คือหมวดปัญญา

๖๘ คมฺภีรปญฺหํ มนสาภิจินฺตยํ
นจฺจาหิตํ กมฺม กโรติ สุทฺท
าลาคตํ อติถปทํ ริญฺจติ
ตถาวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ
ผู้ขบคิดปัญหาอันลึกซึ้งด้วยใจ ไม่ทำกรรมชั่ว อันไม่มีประโยชน์เกื้อกูลเลย, ไม่ละทางแห่งประโยชน์ที่มาถึงตามเวลา, บัณฑิตทั้งหลายเรียกคนอย่างนั้นว่า ผู้มีปัญญา. (สรภงฺคโพธิสตฺต)
ขุ.ชา. จตฺตาฬีส. ๒๗/๕๔๐

๖๙. ญฺญวนฺตํ ตถาวาที สีเลสุ สุสมาหิตํ
เจโตสมถมนุยุตฺตํ ตํ เว วิญฺญู ปสสเร
ผู้รู้ย่อมสรรเสริญเสริญคนมีปัญญา พูดจริง ตั้งมั่นในศีล ประกอบความสงบใจนั้นแล.
(มหากสฺสปเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๔๑๑

๑๐. ปุคคลวรรค คือหมวดบุคคล

๗๐. กฺโกธโน อนุปนาที อมกฺขี สุทฺธตํ คโต
สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เมธาวี ตํ ชญฺญา อริโย อิติ
ผู้ใดไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ ถึงความหมดจด มีทิฏฐิสมบูรณ์ด้วยปัญญา, พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นอริยะ. สารีปุตฺตเถร) ขุ.ปฏิ. ๓๑/๒๔๑

๗๑. อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต
อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รตี โส นาธิคจฺฉติ
กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก, บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว ไม่ยินดีในกามแม้เป็นทิพย์.
(พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๔๐

๗๒. โกธโน อุปนาที จ ปาปมกฺขี จ โย นโร
วิปนฺนทิฏฺฐิ มายาวี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ
ผู้ใดมักโกรธ ผูกโกรธไว้ ลบหลู่เขาด้วยความชั่ว มีความเห็นวิบัติ มีมายา พึงรู้ว่าคนนั้น เป็นคนเลว.
(พุทฺธ) ขุ.สุ. ๒๕/๓๔๙

๗๓. ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ คนละความชนะและความแพ้ได้แล้ว สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๔๒

๑๑. มัจจุวรรค คือหมวดความตาย

๗๔. อจิเจนติ กาลา ตรยนฺติ รตฺตโย
วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ
เอตํ ภยํ มรเณน เปกฺขมาโน
ปุญญานิ กยิราถ สุขาวหานิ
กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป ผู้เล็งเห็นภัยในมรณะนั้น พึงทำบุญอันนำสุขมาให้. นนฺทเทวปุตฺต) สํ.ส. ๑๕/๘๙

๗๕. ผลานมิว ปกฺกานํ ปาโต ปตนโต ภยํ
เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ
ภัยของสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว ย่อมมีเพราะต้องตายแน่นอน เหมือนภัยของผลไม้สุก ย่อมมีเพราะต้องหล่นในเวลาเช้า ฉะนั้น. (พุทฺธ) ขุ.สุ. ๒๕/๔๔๘, ขุ.มหา. ๒๙/๑๔๕

๑๒. วาจาวรรค คือหมวดวาจา

๗๖. อกกฺกสํ วิญฺญาปนี คิรํ สจฺจํ อุทีรเย
ยาย นาภิสเช กญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ
ผู้ใดพึงกล่าวถ้อยคำอันไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดใจ ไม่หยาบคาย เป็นเครื่องให้รู้ความได้และคำเป็นจริง เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๗๐

๗๗. อกฺโกธโน อสนฺตาสี อวิกตฺตี อกุกฺกุจฺโจ
มนฺตาภาณี อนุทฺธโต ส เว วาจายโต มุนิ
ผู้ใด ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่รำคาญ พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้นแลชื่อว่า เป็นมุนี มีวาจาสำรวมแล้ว. (พุทฺธ) ขุ.ส. ๒๕/๕๐๐, ขุ.มหา. ๒๙/๒๕๗

๗๘. สจฺจํ เว อมตา วาจา เอส ธมฺโม สนนฺตโน
สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตา
คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย นั่นเป็นธรรมเก่า สัตบุรุษทั้งหลาย เป็นผู้ตั้งมั่นในคำสัตย์ ที่เป็นอรรถและ
เป็นธรรม. (วงฺคีสเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๔๓๔

๑๓. วิริยวรรค คือหมวดความเพียร

๗๙. ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺป อกฺขาตาโร ตถาคตา
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา
ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก ผู้มีปกติเพ่งพินิจดำเนินไปแล้ว จักพ้นจากเครื่องผูกของมาร. (พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๕๑

๘๐. สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน ปญฺญวา สุสมาหิโต
อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ
ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญา มีใจมั่นคงดีแล้ว ปรารภความเพียร ตั้งตนไว้ในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก. (พุทฺธ) สํ.ส. ๑๕/๗๔

๑๔.สามัคคีวรรค คือหมวดสามัคคี

๘๑. สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานญจนุคฺคโห
สมคฺครโต ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสติ
ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข และการสนับสนุนคนผู้พร้อมเพรียงกันก็เป็นสุข, ผู้ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ. (พุทฺธ) ขุ.อิติ. ๒๕/๒๓๘

๑๕. สีลวรรค คือ หมวดศีล

๘๒. สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด ศีลเป้นเครื่องประดับ อย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกาะอย่าง
อัศจรรย์. (สีลวเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๓๕๘

๘๓. สีลเมว อิธ อคฺคํ ปญฺญวา ปน อุตตโม
มนุสฺเสสุ จ เทเวสุ สีลปญฺญาณโต ชยํ
ศีลเท่านั้นเป็นเลิศในโลกนี้ ส่วนผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุด ความชนะในหมู่มนุษย์และเทวดา ย่อมมีเพราะ
ศีลและปัญญา. (สีลวเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๓๕๘

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น